> หลักสูตรอบรม
        > แนวปฎิบัติทางทันตกรรม
        > ทันตกรรมเพื่อวิชาชีพ
        > วิทยาการเพื่อประชาชน
 
 
       หลักสูตรอบรม  |  แนวทางปฎิบัติทางทันตกรรม  |  ทันตกรรมเพื่อวิชาชีพ  |  วิทยาการเพื่อประชาชน
แนวปฏิบัติทางทันตกรรม
 
แนวปฏิบัติทางทันตกรรม ในการรักษาผู้ป่วยโรค โรคต่อมธัยรอยด์เป็นพิษ


แนวปฏิบัติทางทันตกรรม  ในการรักษาผู้ป่วยโรคทางระบบ

 

            ในการให้การบำบัดทางทันตกรรม  หรือศัลยกรรมช่องปากแก่ผู้ป่วยโดยทั่วไปนั้น  ทันตแพทย์ไม่สามารถที่จะเลือกปฏิบัติกับคนปกติที่ไม่มีโรคประจำตัว   ขณะเดียวกันผู้ป่วยเหล่านี้และยาต่างๆ ที่ผู้ป่วยได้รับมีผลต่อการให้การบำบัดทางทันตกรรมมีความซับซ้อนมากขึ้น   ดังนั้น  ทันตแพทย์ควรสามารถวางแผนการรักษาให้ถูกต้องเหมาะสม   เพื่อป้องกันอันตรายและภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นแก่ผู้ป่วย   ซึ่งโรคทางระบบที่พบบ่อยและการวางแผนการรักษาทางทันตกรรม   มีดังนี้

·        โรคความดันโลหิตสูง (Hypertensive disease)

·        โรคเบาหวาน (Diabetes mellitus)

·        โรคต่อมธัยรอยด์เป็นพิษ (Hyperthyroidism)

·        โรคลิ้นหัวใจพิการ (Valvular heart disease)

·        ฮีโมฟิเลีย (Hemophilia)

·        โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)

·        โรคหัวใจวายจากเลือดคั่ง (Congestive heart  failure)

 

 

                             แนวปฏิบัติทางทันตกรรม  ในการรักษาผู้ป่วยโรค โรคต่อมธัยรอยด์เป็นพิษ

                                    (Hyperthyroidism, Thyrotoxicosis, Graves’disease, Toxic goiter)

 

            ผู้ป่วยโรคต่อมธัยรอยด์เป็นพิษ สาเหตุเนื่องจากผลของความผิดปกติของธัยรอยด์ฮอร์โมนที่มีมากเกินไปจนกระทบต่อระบบต่างๆ ของร่างกายผู้ป่วยหลายระบบ

 

การวางแผนการรักษาทางทันตกรรม

1.       ซักประวัติ ตรวจร่างกายและอาการแสดงชีพ อาจพบต่อมธัยรอยด์โตหรือมีชีพจรเร็วอยู่ตลอดเวลา (มากกว่า 100 – 110 ครั้งต่อนาที)

2.       ถ้าสงสัยว่าผู้ป่วยเป็นโรคนี้ให้ส่งปรึกษาแพทย์ก่อน

3.       ชะลอการให้ทันตกรรมบำบัด ถอนฟันหรือศัลยกรรมช่องปากจนกว่าผู้ป่วยจะได้รับการรักษาและควบคุมโรคดีแล้ว ถ้าจำเป็นมีปัญหาฉุกเฉินจากฟันและช่องปากให้ยาต้านจุลชีพ ยาแก้ปวด พร้อมกับปรึกษาแพทย์ประจำตัวผู้ป่วย

4.       ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษา หรือรักษาควบคุมโรคยังไม่ดี ควรหลีกเลี่ยงการผ่าตัดถอนฟันทุกชนิด

5.       ห้ามใช้ epinephrine  หรือ  sympathomimetic amines อื่นๆ รวมทั้ง atropine ยกเว้นในผู้ป่วยที่ได้รับการควบคุมโรคดีแล้วอาจให้ epinephrine  ได้บ้างในปริมาณน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

6.       ผู้ป่วยมีการติดเชื้อเฉียบพลัน ถึงแม้จะได้รับการรักษาและควบคุมโรคดีแล้ว ก็ควรรักษาฉุกเฉินเท่าที่จำเป็นก่อน โดยให้ยาแก้ปวดที่ไม่ใช่พวก narcotic ร่วมกับให้ยาต้านจุลชีพที่เหมาะสมต่อการติดเชื้อ

7.       ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาควบคุมโรคได้เป็นอย่างดีแล้ว และไม่มีอาการทางคลินิกอาจพิจารณาให้ epinephrine ได้บ้างอย่างระมัดระวัง โดยปรึกษาแพทย์ประจำตัวผู้ป่วย

8.       ต้องตรวจวัดความดันโลหิตและชีพจรก่อนขณะทำและหลังการรักษาถอนฟันหรือผ่าตัดทุกครั้งเป็นระยะๆ